mon. 01/06
หาข้าวกล่องทานหน้าตึกแล้วมาต่อด้วยกาแฟกับแคร็กเกอร์ ส่วนตอนเย็นได้ทาน KFC สมใจอยาก...อืม การได้ทานของที่อยากทานมานานแล้วทำให้สิ่งนั้นมีคุณค่าในใจเราจริงๆ ฮึ ฮึ
tue. 02/06
เอาข้าวผัดไปทานอีกแล้ว แต่วันนี้หอบหิ้วต้มข่าไก่ที่เหลือไปด้วย อร๊อยอร่อย อิ่มอั่กแต่เช้าเลย
ช่วงบ่ายหลังทานข้าวเสร็จเกิดนึกครึ้มอกครึ้มใจ (ลางจะเสียเงิน) สุดท้ายเลยได้มอคค่าของดีโอโร่มาแก้วใหญ่ อิ่มมากๆ ทั้งวันจริงๆ เลยวันนี้เนี่ย
กลับบ้านตอนเย็นจัดกระเป๋าไปปัตตานี ปรากฎว่าจัดแป๊บๆ ก็เสร็จ...อืม ร้างลาการออกไปข้างนอนตั้งเกือบเดือนแล้ว พอมาเริ่มออกอีกทีก็ลงไปจังหวัดชายแดนใต้เลยแฮะ ดวงฉันนี่ตลกจริงๆ
wed. 03/06
ออกจากบ้างตั้งแต่ตีสี่เพื่อไปให้ถึงสุวรรณภูมิตีห้าเพื่อเจอพี่เอื๋องกับพี่ออม ง่วงสุดๆ หิวๆด้วยเลยแวะ familymart ซื้อขนมปังเป็นเสบียงก่อนขึ้นเครื่อง แต่พี่ออมบอกว่ามีข้าวให้ทานเพราะเครื่องออกรอบเช้าเลยเก็บใส่กระเป๋า แต่สุดท้ายพอขึ้นเครื่องก็ต้องพบกับความผิดหวังแลงเศร้าใจ ทำไมการบินไทยถึงใจร้ายกับผู้โดยสารเช่นนี้หนอ ขนมเค้กหนึ่งชิ้นกับน้ำส้มมันจะพอยาใ้ส้ทดแทนอาหารเช้าได้อย่างไร...สุดท้าย พอลงเครื่องขึ้นรถตู้ได้ก็ต้องงัดขนมปังร้านสะดวกซื้อมาหม่ำ อืม ไม่เคยคิดเลยว่าของแบบนี้จะมีรสชาติที่ดีเลิศยามขาดแคลนอาหารแบบนี้
จากนั้นก็หลับแหลกราญ (ขนาดที่พี่ออมบอกว่าทริปนี้เหมียวหลับทุกที่ที่มีเวลา กร๊ากก) ตื่นมาอีกทีถึงบิ๊กซี ปัตตานีเลยแวะซื้อน้ำขวดกันก่อนเข้าโรงแรม พวกเราพักกันที่โรงแรมสองดาว (พี่ออมจัดเรท) ชื่อ my garden เพราะโรงแรมที่คณะหลักพักกัน คือ c.s. pattani (แค่ชื่อก็ดูดีแล้ว ยิ่งไปเห็นยิ่งอิจฉาคนได้ห้อง) มันเต็ม!!! แต่โดยส่วนตัวฉันว่า my garden ก็ไม่เลวร้ายเท่าไหร่เว้นแต่ราคา ยิ่งถ้าเทียบกับที่เชียงใหม่แล้ว ฉันสามารถหาห้องพักที่ดีกว่านี้เกือบเท่าตัวในราคาถูกกว่านี้ได้นะเออ
...แต่ก็เนอะ สภาพอย่างนี้กับเมืองที่มีโรงแรมพอใช้ได้แค่สองแห่งก็คงเลือกไม่ได้มากหรอก...
อาหารเที่ยงวันนี้ไปทานราดหน้าร้านที่คนขับรถแนะนำ สั่งราดหน้ารวมมิตรทะเลกันทั้งสามคน ตอนเห็นราคาจานละ 75 บาทก็ยังคิดอยู่ว่าราคาทัดเทียบกรุงเทพฯ เชียวเนอะ แต่พออาหารมาก็ยอมรับเลยว่าคุ้มสุดๆ จากใหญ่มากแถมมีแต่เครื่องทะเล เส้นนิดเดียว พี่เอื้องกับพี่ออมทานเหลือกันทั้งคู่ แต่ฉันจัดการเรียบตามประสาคนไม่ชอบเหลืออาหารในจาน ฮ่า ฮ่า
ช่วงบ่ายแวะไป c.s. pattani เพื่อดูสถานที่ พวกเราสามคนเลยถือโอกาสชวนกันชิมชาชักของโรงแรมที่พี่ออมยืนยันว่าเคยออกทีวีหรือหนังสือสักอย่างมาแล้ว จากนั้นก็กลับโรงแรมมารอรับคณะนักแสดงจาก ม. ทักษิณ แล้วไปเจอ วธ.จังหวัดเพื่อพูดคุยเรื่องรายละเอียดกำหนดการ ก่อนจะให้นักแสดงกลับโรงแรมอีกครั้ง เพื่อแต่งตัวก่อนกลับไปแสดงในงานช่วงกลางคืน
และเพราะก่อนการแสดงจะเริ่มยังพอมีเวลาโต๋เต๋เล็กน้อย ฉันกับพี่ออมเลยถือโอกาสเดินดูบริเวณที่จัดออกร้านใกล้ๆ เวที โดยส่วนตัวฉันคิดว่างานนี้ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นหรือแตกต่างจากงานวัฒนธรรมหรืองานออกร้านตามจังหวัดทั่วๆ ไป เพราะนิทรรศการและสิ่งจัดแสดงต่างๆก็นำเสนอในรูปแบบเดิมๆ แค่เป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นเนืื่่องจากไม่ได้เป็นคนท้องถิ่นเท่านั้น จะต่างก็ตรงอาหารและขนมโบราณทางใต้ที่ฉันไม่เคยเห็นหรือได้ยินชื่อมาก่อนเท่านั้น
โชคดีที่พี่ออมซื้อขนมอย่างหนึ่งมาลองทานเลยมีโอกาสชิมไปด้วย
เป็นขนมที่ทำด้วยแป้งห่อมะละกอแล้วราดน้ำกะทิผสมเครื่องเทศสักอย่างสองอย่าง
ทานแล้วก่อให้เกิดความงุนงงสับสนว่าเป็นของคาวหรือหวาน
เพราะแม่ค้าบอกเป็นขนมแต่ลิ้นคนชิมรับกลิ่นคาวกับรสเค็มแบบอาหารคาวได้ซะ
งั้นแหละ ฮึ ฮึ
การแสดงวันนี้เหมือนเป็นวันซ้อมใหญ่มากกว่า เพราะจากเท่าที่ดูแล้วเหมือนแต่ละคณะๆยังไม่ได้เต็มที่กับงาน อาจเป็นเพราะวันนี้ยังไม่ใช่วันเปิดงานอย่างเป็นทางการ บรรยากาศเลยดูผ่อนคลายและดูไม่จริงจังมากนัก
คณะ ม.ทักษิณทำได้น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับฉันซึ่งไม่เคยเห็นการแสดงแบบอินโดนีเซียมาก่อน มีผิดพลาดอยู่แค่แทร็คเพลงในแผ่นที่อัดมาสลับกัน หวาดเสียวดีมากเพราะหากเป็นวันเปิดงานคงไม่รู้จะแก้ตัวกันอย่างไร
แต่ก็เนอะ...ทำให้ได้บทเรียนว่า ไม่ว่าจะมั่นใจว่าเราเตรียมตัวสมบูรณ์และพร้อมมากแค่ไหน จุด error มันก็ยังเกิดขึ้นได้อยู่ดี สิ่งที่ควรจำไว้คือต้องพร้อมรับมือกับเรื่องไม่คาดคิดตลอดเวลาต่างหาก
thu. 04/06
ตื่นเช้ามาทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารโรงแรมซึ่งนอกจากจะให้เลือกระหว่างข้าวต้ม (หมู ไก่ ปลา) หรือชุดอาหารเช้าแบบอเมริกันแล้ว ห้องอาหารใจกว้างให้เลือกอาหารตามสั่งได้ในราคาไม่เกินหนึ่งร้อยด้วย
อย่างไรก็ตาม หลังจากคิดสะระตะแล้ว สุดท้ายฉันก็มาจบที่ชุดอาหารเช้าแบบอเมริกันเพราะเซฟสุดในเรื่องรสชาติหากเบคอน ไส้กรอกและขนมปังที่ใช้ไม่ใช่ของที่แย่จนเกินไปนัก ฮึ ฮึ
วันนี้ช่วงเช้าว่าง พี่เอื้องเลยจัดทริปไปไว้หลวงพ่อทวดที่วัดช้างไห้ จากนั้น เมื่อเวลายังเหลือเลยไปแวะกันที่ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว
ที่บริเวณประตูหน้าวัดช้างไห้ ฉันได้ภาพบังเกอร์มาจนได้ แต่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าวิตกเพราะในบังเกอร์มีทหารอยู่หนึ่งนาน นั่งโดดเดี่ยวเปิดพัดลมเรื่อยๆ ฮ่า ฮ่า
ส่วนที่ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ณ ร้านขายอาหารทะเลแห้งข้างๆศาล ฉันได้ลิ้มรสชาติเป็บซี่ที่ฉลากราคาสิบบาทแต่แม่ค้าขายสิบสองบาท...ขี้เกียจท้วงแม่ค้าและอยากกระจายเงินเลยทำเฉยๆไป
ขากลับเข้าเมือง ได้ภาพการจอดรถมอเตอร์ไซด์มา ก็นะ...ที่ถ่ายเพราะคงมีแค่ภาคใต้เท่านั้นที่เวลาจอดมอเตอร์ไซด์ต้องเปิดเบาะนั่งไว้แบบนี้นี่นา
กลับไปทานมื้อเที่ยงกันที่โรงแรมเนื่องจากไม่รู้จะไปทานอะไร ฉันสั่งข้าวผัดปัตตานี (หรือตานีก็ไม่รู้...จำชื่อไม่ได้แล้ว) สิ่งที่ได้มาคือข้าวผัดผงกะหรี่อ่อนๆใส่ปลาหมึกนิดหน่อยแนมด้วยไก่ทอดแข็งโป๊ก อืม ถ้าฉันเข้าครัวได้คงมีการเพิ่มเครื่องปรุงอาหารจานนี้ใหม่หมด
อิ่มกันแล้วก็มุ่งไป c.s. pattani เพื่อไปรับคณะรองกงสุลอินโดนีเซียประจำประเทศไทย คราวนี้ได้ถ่ายรูปขั้นตอนการทำชาชักด้วย รู้สึกตลกดีเพราะเหมือนฉันกำลังแสร้งทำเป็น "ฝาหรั่ง" ที่เอะอะอะไรก็ตื่นเต้นแล้วถ่ายรูปๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า
เมื่อพบคณะฯ แล้วก็แวะไปดูสถานที่จัดงานอีกครั้ง ระหว่างที่พี่ออมวุ่นวายกับซีทติ้งและนัดหมายเรื่องต่างๆ ตัวฉันซึ่งจัดการเรื่องเปิดแผ่นเรียบร้อยแล้วก็ไปมุงดูขบวนแห่ทางวัฒนธรรมซึ่งบังเอิญเริ่มเคลื่อนขบวนพอดี
ตามความเห็นของฉันนั้น ช่วงแรกก็ดูตื่นตาตื่นใจดีอยู่หรอกเพราะขบวนแต่งกายแบบที่ไม่เคยเห็นและมีรายละเอียดแตกต่างจากภาคอื่นๆ แต่พอผ่านไปสักครึ่งชั่วโมงก็เริ่มน่าเบื่อแล้วเพราะค่อยมีอะไรใหม่ๆ เฮ้อ เบื่อง่ายจริงฉันเนี่ย
งานวันนี้ผ่านไปได้อย่างราบรื่นและสมบูรณ์มาก น่าเสียดายที่กล้องของฉันถ่ายภาพตอนมืดไม่ไหว ถือว่าเป็นการจัดพิธีเปิดที่น่าประทับใจดีเดียว
...เสียอย่างเดียวคือเรื่องซีทติ้งที่ปรากฎในภายหลังว่ามีผู้ใหญ่หลายท่านไม่มีที่นั่งในจุดที่ควรจะนั่งซะงั้นแหละ...
fri. 05/06
ตื่นเช้ามาวันนี้ฉันยึดชุดอาหารแบบเดิมเพื่อความปลอดภัยของกระเพาะ ส่ีวนพี่ออมสั่งข้าวผัดไพลิน (ชื่อห้องอาหารโรงแรม) ที่ฉันทานเป็นอาหารเย็นเืมื่อวาน ดูเหมือนทริปนี้จะเป็นทริปข้าวผัดของฉันแฮะ
หลังเคลียร์เอกสารและบิลโรงแรมเรียบร้อย คณะของเราอันได้แก่ ผอ.(ซึ่งมาถึงค่ำเมื่อวาน) พี่เอี็อง พี่ออม และฉันก็ออกเดินทาง แต่ก่อนจะลาปัตตานีพวกเราแวะมัสยิมกลางถ่ายรูปกันนิดหน่อย จากนั้นก็แวะซื้อของฝากก่อนเดินทางยาวไปหาดใหญ่
ถึงหาดใหญ่ใกล้เที่ยงเลยแวะทานอาหารกันที่ร้าน "กันเอง" ตามคำแนะนำของคนขับเช่นเคย จากนั้นก็แวะกันที่ตลาดกิมหยง ซื้อของกันนิดหน่อย
ตลาดเงียบเหงามาก แทบไม่เห็นคนเดินเลย แต่กระนั้นแม่ค้าก็ยังไม่ยอมลดราคาให้แม้กระทั่งห้าบาททั้งที่ซื้อหลายร้อยนะเออ
กลับถึงกรุงเทพฯ ห้าโมงนิดๆ กว่าจะหลุดออกมาจากเบลท์ก็ห้าครึ่งเลยต้องรีบบึ่งไปเรียน...ซึ่งก็ทันครึ่งหลังของคลาส แต่เรียนไม่ค่อยรู้เรื่องเลย เฮ้อ
เรียนจบไปเจอแม่กับเขตแล้วไปทานอาหารค่ำกันที่ Coffee House (ร้านบ้านกาแฟ ถนนสวนผักเดิม) อาหารรสชาติไม่แย่แต่ก็ไม่เด่น แต่หากเทียบกับราคาแล้วก็พอไหวเมื่อนึกถึงร้านหรูๆในเมืองที่ต้องฝ่ารสติดไปทาน
กลับบ้านมานั่งดูของที่ซื้อมา ทั้งที่มีนิดเดียวแต่กลับเสียเงินไปเยอะจัง ยิ่งพอคำนวณค่าใช้จ่ายทริปนี้แล้วฉันติดลบอีกต่างหาก เฮ้อ รู้สึกจนๆ
sat. 06/06
ตื่นเช้ามาจามและน้ำมูกไหลไม่หยุด เลยตัดสินใจโดนเรียน เฮ้อ กลับมาอืดตืดอีกแล้วฉัน
sun. 07/06
นปร.1 นัดเจอกัเพื่อไปคาราโอเกะด้วยเป้าหมายในการซ้อมเต้นเพลง nobody!!! (ทำไปเพื่อ?) ฉันเลยออกไปเจอเพื่อนๆที่ไม่ได้เห็นหน้ากันมานานหลังแยกย้ายไปกระทรวงต่างๆ
เนื่องจากเพื่อนๆต้องรีบไปเกะที่จองไว้ เลยเลือกทานกันที่ีมอสเบอร์เกอร์ ฉันสั่งชุดเบอร์เกอร์ข้าวหมูเทริยากิ อร่อยดีแต่เหมือนทานข้าวหน้าหมูผัดซอสญี่ปุ่นมากกว่าเบอร์เกอร์
คุยไปทานไปจนอิ่มก็ร่ำลาเพื่อนๆแล้วแวะร้านตั้งหลักก่อนกลับบ้าน ถึงกาแฟร้านนี้จะหวานแสบคอ(อย่างที่บางคนว่า) และบางวันก็มีกลิ่นไหม้ ไม่ได้มาตรฐานกาแฟชั้นดีที่หลายคนชื่นชอบ แต่สำหรับฉันแล้ว ร้า่นนี้เป็นความทรงจำที่ดีในสยามฯ ตลอดหลายปีที่ฉันวนเวียนอยู่แถวนี้นะ
สัปดาห์นี้เพื่อนที่เรียนคลาสเดียวกันดร็อปไปแล้ว รู้สึกเศร้าใจและโหวงเหวงเหมือนโดนโดดเดี่ยวเพราะคิด(ไปเอง)ว่าสนิทกับเค้าที่สุด ยิ่งเมื่อวันเสาร์ก็ขาดเรียนไปแล้ว แถมเสาร์ที่ 13 ก็ต้องขาดอีกเพราะไปฟิลิปปินส์ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองจะเรียนทันคนอื่นและสนิทสนมกับคนอื่นๆได้แน่หรือ เฮ้อ ยิ่งคิดก็ยิ่งทำร้ายจิตใจตัวเองเปล่าๆเนอะ อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิดแหละนะ...