ชุดใหม่ของไอนะจัง

posted on 30 Sep 2009 21:59 by catinthekitchen  in meMyChildren

พี่ปุ๋ยกลับจากญี่ปุ่นพร้อมของที่ฉันฝากซื้อ (licca-chan รุ่นไหนก็ได้ที่ผมสั้นทรงไหนก็ได้ หรือหากไม่ได้ก็ขอชุดแบบไหนก็ได้...รีเควสดูเลื่อนลอยมาก แต่พี่ปุ๋ยก็มีของติดมือกลับมาจนได้ เฮ เฮ)

วันนี้ถึงบ้านก็รีบจัดการธุระต่างๆจนเสร็จ จากนั้นก็เรียกไอนะจังมาลองชุดใหม่

 

 

ชอบชุดนี้มากๆ ความจริงฉันแวะเวียนไปดูชุดนี้ที่แผนกของเล่นของเซ็นทรัลหลายครั้งแล้ว แต่ก็ทำใจซื้อไม่ลงเพราะแพงเกิน คราวนี้ของฝากซื้อกลายเป็นชุดนี้ไปได้อย่างบังเอิญ สงสัยคงมีวาสนาต่อกัน แถมไอนะจังใส่แล้วท่าทางชอบมากด้วย อิอิ

 

 

ชุดนี้ใส่แล้วดูเหมือนเด็กหญิงที่กำลังพยายามจะเป็นสาว น่ารักแบบเด็กๆ เพราะยังไงๆ ไอนะจังก็เพิ่งสิบเอ็ดขวบล่ะเนอะ เด็กๆทำอะไรก็น่ารัก ฮะ ฮะ

ไม่ได้มาอัพบล็อกนานเลย คงเพราะพอหยุดไปช่วงหนึ่งก็เลยติดลมต่อเนื่อง มาถึงตอนนี้ก็ใกล้สอบมิดเทอมเสียแล้ว (แต่ยังรวบรวมกำลังใจอ่านอะไรไม่ได้เลย แถมยังมี summaries ค้างอยู่เกินยี่สิบฉบับแหล่ว แย่เลยฉัน)

เอ็นทรี่ที่แล้วเรื่อง electronic dictionary นั้น ปัจจุบันฉันเปลี่ยนเครื่องมาใช้ของ cyberdict 7 advance แทนแล้วเนื่องจากชินมือมากกว่าเพราะใช้ยี่ห้อนี้มาแต่ต้น ก่อนหน้านี้ก็เห่อมากเอาไปแอฟริกาใต้ด้วยเพราะคิดว่าจะได้ใช้ประโยชน์อะไรบ้าง แต่ในทางปฏิบัติปรากฎว่า แม้แต่จะแปลงค่าเงินฉันกลับใช้เครื่องช้ากว่าเพื่อนคิดด้วยเครื่องคิดเลขมือถือซะงั้น...แบบว่ายังไม่คุ้นมือว่าอะไรอยู่ตรงไหนล่ะนะ ฮะ ฮะ ฮะ

...กำลังสติกระเจิง & นอยด์กับเซ็งตัวเองอย่างหนัก...
 
วันนี้มีนักวิจัยมาประเมินผลหลังทำงานเมื่อจบโครงการ นปร. เป็นครั้งที่สอง คำถามหนึ่งของเขาทำให้ฉันคิดหนักเพราะถามว่ามีงานที่ตัวเองภูมิใจไหมตั้งแต่มาทำที่นี่
 
หากเป็นเมื่อหนึ่งปีก่อน ฉันมีคำตอบแถมยังมีเรื่องเล่าอย่างภาคภูมิ แต่มาถึงวันนี้ฉันกลับไม่รู้จะตอบว่าอะไร คงเพราะขาดความมั่นใจว่าตัวเองจะสามารถก้าวต่อไปในเส้นทางนี้ได้อย่างแน่วแน่ ชัดเจน และประสบความสำเร็จ
 
ถ้าถามว่าทำไมถึงคิดอย่างนั้น ฉันก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน คงเพราะรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ดีและควรค่าพอกับสิ่งตอบแทนที่ได้อยู่ในเวลานี้ เหมือนว่าตัวเองทำได้ไม่เท่าคนรุ่นเดียวกัน...ก็เท่านั้นเอง
 
ยิ่งเมื่อช่วงเย็นพอมาเจอข้อผิดพลาดในงานก็ยิ่งรู้สึกเซ็งกับตัวเองมากขึ้นไปอีก เหมือนกับว่าทำไมนะ ทำไมฉันถึงไม่คิดได้เวลานั้น ทำไมต้องรอให้ผู้ใหญ่เป็นผู้พบและมาตักเตือนเรื่อยๆ
 
...ก็แค่นี้แหละ...
 
....................................................................
 
สรุปช่วงที่ขาดการอัพเดทบล็อก
1. มีงานเรื่อยๆ ออกไปนู่นนี่จนโดนน้องล้อว่าออกอาทิตย์เว้นอาทิตย์ แต่เริ่มสังเกตว่าช่วงหลังฉันกลับเบื่อที่จะยกกล้องขึ้นถ่าย ยิ่งงานล่าสุดนี่ไม่ได้ถ่ายเลยสักรูป น่าหดหู่จัง
2. เบื่อๆตัวเองที่ดูเหมือนไม่มีเป้าหมายชีวิต ผลาญเวลาแต่ละวันให้จบๆไป
3. สืบเนื่องจากข้อ 2. เลยผลาญเงินไปกับนิยายสายวายเป็นจำนวนมาก...จำนวนมากในที่นี้วัดจากความรู้สึกของฉันมิใช่ผู้เชี่ยวชาญที่อ่านยิยายแนวนี้เป็นประจำ
4. ควบคู่ไปกับข้อ 3. ฉันกำลังติดเกมส์ใน facebook หลายเกมส์สืบเนื่องมาจากอารมณ์นอยด์ๆ
 
ข้อสังเกตของคนจิตกระเจิง
1. เมื่อวันเสาร์ไปเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ซื้อกาแฟเย็นที่ท็อปซุปเปอร์ฯ ขนาด 1ุ6 ออนซ์ (15 บาท) ดื่มแล้วเหลือกว่าครึ่งแก้วต้องทิ้งไปเป็นที่เสียดายอย่างยิ่ง
 
...ทำไมถึงไม่มีกาแฟแก้วละ 8-10 ออนซ์ขายบ้างเนอะ บางคนที่แค่อยากจิบๆลิ้มรสกาแฟไม่มากจะได้ไม่ต้องซื้อเหลือเททิ้งแบบฉันไง...
 
2. ร้านอาหารตามสั่งเจ้าประจำมีเคาท์เตอร์ขายกาแฟหน้าใหม่มาเปิด คนทำเป็นหนุ่มแนวหน้าคมเข้ม ชงแต่ละแก้วใช้เวลายาวนานเพราะใช้ moka pot ชงทีละกา แต่อร่อยสุดๆ แก้วขนาด 22 ออนซ์ (30 บาท) ฉันจิบคนเดียวตลอดบ่ายหมดไม่เหลือ
 
...กาแฟอร่อยๆถ้ามีเวลาเพียงพอฉันก็ืดื่มหมดได้นะ แต่กาแฟที่แค่ใช้จิบแก้ขัดน่ะยังอยากให้มีขนาดแก้วเล็กๆเหมือนข้อ 1. อยู่ดี
 
3. ตรวจสุขภาพหลังจากไม่ได้ตรวจมาหนึ่งปีเต็มเลยลองวัดสายตาหลังจากไม่ได้วัดมาเกือบห้าปี ผลคือข้างซ้ายสั้นอีก -25 ช่างน้อยนิดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ผ่านมา แปลกดีจริง
 
 อยากบอกว่า
 1. จะเปิดเทอมวันเสาร์นี้แล้ว คาดว่าเทอมนี้ก็จะหายหัวไม่เข้าห้องไปอีกบานตะไท แต่ก็ตั้งใจด้วยว่าจะเขียนจดหมายลาทุกครั้งเพื่อป้องกันข้อครหา
2. ตั้งใจจะรีวิวนิยาย(ว๊ายวาย)ทั้งหลายแหล่ที่ผลาญเงินซื้อมาอ่านช่วงที่ผ่านมา ไม่ีใช่ชอบทั้งหมดหรอกแต่อยากเขียนบันทึกไว้ เดี๋ยวนี้ชักแก่ อ่านอะไรถ้าไม่โน้ตไว้ก็ลืมๆหมด สมองปลาทองจริงๆ
3. ซื้อ talking dict ตัวใหม่แล้ว ถึงจะรู้ว่าใช้ดิคฯแบบเล่มนั้นดีที่สุด แต่ประสบการณ์จากเทอมที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่าดิฉันไม่มีปัญญาเปิดดิคเล่มทันแล้วฮ่ะ ตอนนี้กำลังเห่อมากเพราะเป็นของใหม่ แต่คาดว่าไม่เกินเดือนสองเดือนคงหายเห่อ
talking dict (ชื่อยี่ห้อนี้พอดีเลย) สมัยนี้ช่างไฮโซนัก เครื่องนี้ราคาใกล้เคียงกับเครื่องเดิมของฉันแต่กลับมีฟังค์ชั่นมากมายเมื่อเทียบกับรุ่นเก่า เพียงแค่ห้าหกปีเราก็สามารถใช้เงินซื้อเทคโนโลยีที่ใหม่กว่าในราคาไม่สูงได้ โลกทุนนิยมช่างน่าตื่นตะลึง
4. ตั้งใจจะซื้อมือถือเครื่องใหม่มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ขณะนี้เลยกลางปีไปแล้วก็ยังไม่ได้สักทีเนื่องจากเป็นพวกอนุรักษ์นิยม หมกมุ่นย้ำคิดย้ำทำกับ motorola พอเขาย้ายศูนย์บริการออกจากประเทศไทยทั้งหมดเลยต้องใช้เวลาทำใจอย่างยาวนาน ตอนนี้กำลังพยายามยอมรับความจริงแต่ยังยึดติดกับมือถือแบบฝาพับ หวังว่า nokia จะเอารุ่นพวกนี้เข้ามาขายนะ
5. ดู trailer ของหนังหลายเรื่องที่รอคอย ไม่มีเรื่องไหนทำร้ายจิตใจเท่า The Vampire's Assistant (The Saga of Darren Shan) อยากรู้ว่าเพราะอะไรจงหาดูเอง เศร้าใจนักแต่ถ้าหนังเข้าก็จะดู (อ้าว ซะงั้นแหละ)

Week4: 01-07 06 09

posted on 09 Jun 2009 21:44 by catinthekitchen  in myBoxroom

mon. 01/06

หาข้าวกล่องทานหน้าตึกแล้วมาต่อด้วยกาแฟกับแคร็กเกอร์ ส่วนตอนเย็นได้ทาน KFC สมใจอยาก...อืม การได้ทานของที่อยากทานมานานแล้วทำให้สิ่งนั้นมีคุณค่าในใจเราจริงๆ ฮึ ฮึ

 

tue. 02/06

เอาข้าวผัดไปทานอีกแล้ว แต่วันนี้หอบหิ้วต้มข่าไก่ที่เหลือไปด้วย อร๊อยอร่อย อิ่มอั่กแต่เช้าเลย

ช่วงบ่ายหลังทานข้าวเสร็จเกิดนึกครึ้มอกครึ้มใจ (ลางจะเสียเงิน) สุดท้ายเลยได้มอคค่าของดีโอโร่มาแก้วใหญ่ อิ่มมากๆ ทั้งวันจริงๆ เลยวันนี้เนี่ย

กลับบ้านตอนเย็นจัดกระเป๋าไปปัตตานี ปรากฎว่าจัดแป๊บๆ ก็เสร็จ...อืม ร้างลาการออกไปข้างนอนตั้งเกือบเดือนแล้ว พอมาเริ่มออกอีกทีก็ลงไปจังหวัดชายแดนใต้เลยแฮะ ดวงฉันนี่ตลกจริงๆ

wed. 03/06

ออกจากบ้างตั้งแต่ตีสี่เพื่อไปให้ถึงสุวรรณภูมิตีห้าเพื่อเจอพี่เอื๋องกับพี่ออม ง่วงสุดๆ หิวๆด้วยเลยแวะ familymart ซื้อขนมปังเป็นเสบียงก่อนขึ้นเครื่อง แต่พี่ออมบอกว่ามีข้าวให้ทานเพราะเครื่องออกรอบเช้าเลยเก็บใส่กระเป๋า แต่สุดท้ายพอขึ้นเครื่องก็ต้องพบกับความผิดหวังแลงเศร้าใจ ทำไมการบินไทยถึงใจร้ายกับผู้โดยสารเช่นนี้หนอ ขนมเค้กหนึ่งชิ้นกับน้ำส้มมันจะพอยาใ้ส้ทดแทนอาหารเช้าได้อย่างไร...สุดท้าย พอลงเครื่องขึ้นรถตู้ได้ก็ต้องงัดขนมปังร้านสะดวกซื้อมาหม่ำ อืม ไม่เคยคิดเลยว่าของแบบนี้จะมีรสชาติที่ดีเลิศยามขาดแคลนอาหารแบบนี้

จากนั้นก็หลับแหลกราญ (ขนาดที่พี่ออมบอกว่าทริปนี้เหมียวหลับทุกที่ที่มีเวลา กร๊ากก) ตื่นมาอีกทีถึงบิ๊กซี ปัตตานีเลยแวะซื้อน้ำขวดกันก่อนเข้าโรงแรม พวกเราพักกันที่โรงแรมสองดาว (พี่ออมจัดเรท) ชื่อ my garden  เพราะโรงแรมที่คณะหลักพักกัน คือ c.s. pattani (แค่ชื่อก็ดูดีแล้ว ยิ่งไปเห็นยิ่งอิจฉาคนได้ห้อง) มันเต็ม!!! แต่โดยส่วนตัวฉันว่า my garden ก็ไม่เลวร้ายเท่าไหร่เว้นแต่ราคา ยิ่งถ้าเทียบกับที่เชียงใหม่แล้ว ฉันสามารถหาห้องพักที่ดีกว่านี้เกือบเท่าตัวในราคาถูกกว่านี้ได้นะเออ

...แต่ก็เนอะ สภาพอย่างนี้กับเมืองที่มีโรงแรมพอใช้ได้แค่สองแห่งก็คงเลือกไม่ได้มากหรอก...

อาหารเที่ยงวันนี้ไปทานราดหน้าร้านที่คนขับรถแนะนำ สั่งราดหน้ารวมมิตรทะเลกันทั้งสามคน ตอนเห็นราคาจานละ 75 บาทก็ยังคิดอยู่ว่าราคาทัดเทียบกรุงเทพฯ เชียวเนอะ แต่พออาหารมาก็ยอมรับเลยว่าคุ้มสุดๆ จากใหญ่มากแถมมีแต่เครื่องทะเล เส้นนิดเดียว พี่เอื้องกับพี่ออมทานเหลือกันทั้งคู่ แต่ฉันจัดการเรียบตามประสาคนไม่ชอบเหลืออาหารในจาน ฮ่า ฮ่า

ช่วงบ่ายแวะไป c.s. pattani เพื่อดูสถานที่ พวกเราสามคนเลยถือโอกาสชวนกันชิมชาชักของโรงแรมที่พี่ออมยืนยันว่าเคยออกทีวีหรือหนังสือสักอย่างมาแล้ว จากนั้นก็กลับโรงแรมมารอรับคณะนักแสดงจาก ม. ทักษิณ แล้วไปเจอ วธ.จังหวัดเพื่อพูดคุยเรื่องรายละเอียดกำหนดการ ก่อนจะให้นักแสดงกลับโรงแรมอีกครั้ง เพื่อแต่งตัวก่อนกลับไปแสดงในงานช่วงกลางคืน

และเพราะก่อนการแสดงจะเริ่มยังพอมีเวลาโต๋เต๋เล็กน้อย ฉันกับพี่ออมเลยถือโอกาสเดินดูบริเวณที่จัดออกร้านใกล้ๆ เวที โดยส่วนตัวฉันคิดว่างานนี้ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นหรือแตกต่างจากงานวัฒนธรรมหรืองานออกร้านตามจังหวัดทั่วๆ ไป เพราะนิทรรศการและสิ่งจัดแสดงต่างๆก็นำเสนอในรูปแบบเดิมๆ แค่เป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นเนืื่่องจากไม่ได้เป็นคนท้องถิ่นเท่านั้น จะต่างก็ตรงอาหารและขนมโบราณทางใต้ที่ฉันไม่เคยเห็นหรือได้ยินชื่อมาก่อนเท่านั้น

 

 

 

โชคดีที่พี่ออมซื้อขนมอย่างหนึ่งมาลองทานเลยมีโอกาสชิมไปด้วย เป็นขนมที่ทำด้วยแป้งห่อมะละกอแล้วราดน้ำกะทิผสมเครื่องเทศสักอย่างสองอย่าง ทานแล้วก่อให้เกิดความงุนงงสับสนว่าเป็นของคาวหรือหวาน เพราะแม่ค้าบอกเป็นขนมแต่ลิ้นคนชิมรับกลิ่นคาวกับรสเค็มแบบอาหารคาวได้ซะ งั้นแหละ ฮึ ฮึ

การแสดงวันนี้เหมือนเป็นวันซ้อมใหญ่มากกว่า เพราะจากเท่าที่ดูแล้วเหมือนแต่ละคณะๆยังไม่ได้เต็มที่กับงาน อาจเป็นเพราะวันนี้ยังไม่ใช่วันเปิดงานอย่างเป็นทางการ บรรยากาศเลยดูผ่อนคลายและดูไม่จริงจังมากนัก 

คณะ ม.ทักษิณทำได้น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับฉันซึ่งไม่เคยเห็นการแสดงแบบอินโดนีเซียมาก่อน มีผิดพลาดอยู่แค่แทร็คเพลงในแผ่นที่อัดมาสลับกัน หวาดเสียวดีมากเพราะหากเป็นวันเปิดงานคงไม่รู้จะแก้ตัวกันอย่างไร

แต่ก็เนอะ...ทำให้ได้บทเรียนว่า ไม่ว่าจะมั่นใจว่าเราเตรียมตัวสมบูรณ์และพร้อมมากแค่ไหน จุด error มันก็ยังเกิดขึ้นได้อยู่ดี สิ่งที่ควรจำไว้คือต้องพร้อมรับมือกับเรื่องไม่คาดคิดตลอดเวลาต่างหาก

thu. 04/06

ตื่นเช้ามาทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารโรงแรมซึ่งนอกจากจะให้เลือกระหว่างข้าวต้ม (หมู ไก่ ปลา) หรือชุดอาหารเช้าแบบอเมริกันแล้ว ห้องอาหารใจกว้างให้เลือกอาหารตามสั่งได้ในราคาไม่เกินหนึ่งร้อยด้วย

อย่างไรก็ตาม หลังจากคิดสะระตะแล้ว สุดท้ายฉันก็มาจบที่ชุดอาหารเช้าแบบอเมริกันเพราะเซฟสุดในเรื่องรสชาติหากเบคอน ไส้กรอกและขนมปังที่ใช้ไม่ใช่ของที่แย่จนเกินไปนัก ฮึ ฮึ

วันนี้ช่วงเช้าว่าง พี่เอื้องเลยจัดทริปไปไว้หลวงพ่อทวดที่วัดช้างไห้ จากนั้น เมื่อเวลายังเหลือเลยไปแวะกันที่ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

 

ที่บริเวณประตูหน้าวัดช้างไห้ ฉันได้ภาพบังเกอร์มาจนได้ แต่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าวิตกเพราะในบังเกอร์มีทหารอยู่หนึ่งนาน นั่งโดดเดี่ยวเปิดพัดลมเรื่อยๆ ฮ่า ฮ่า

ส่วนที่ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ณ ร้านขายอาหารทะเลแห้งข้างๆศาล ฉันได้ลิ้มรสชาติเป็บซี่ที่ฉลากราคาสิบบาทแต่แม่ค้าขายสิบสองบาท...ขี้เกียจท้วงแม่ค้าและอยากกระจายเงินเลยทำเฉยๆไป

ขากลับเข้าเมือง ได้ภาพการจอดรถมอเตอร์ไซด์มา ก็นะ...ที่ถ่ายเพราะคงมีแค่ภาคใต้เท่านั้นที่เวลาจอดมอเตอร์ไซด์ต้องเปิดเบาะนั่งไว้แบบนี้นี่นา

กลับไปทานมื้อเที่ยงกันที่โรงแรมเนื่องจากไม่รู้จะไปทานอะไร ฉันสั่งข้าวผัดปัตตานี (หรือตานีก็ไม่รู้...จำชื่อไม่ได้แล้ว) สิ่งที่ได้มาคือข้าวผัดผงกะหรี่อ่อนๆใส่ปลาหมึกนิดหน่อยแนมด้วยไก่ทอดแข็งโป๊ก อืม ถ้าฉันเข้าครัวได้คงมีการเพิ่มเครื่องปรุงอาหารจานนี้ใหม่หมด

อิ่มกันแล้วก็มุ่งไป c.s. pattani เพื่อไปรับคณะรองกงสุลอินโดนีเซียประจำประเทศไทย  คราวนี้ได้ถ่ายรูปขั้นตอนการทำชาชักด้วย รู้สึกตลกดีเพราะเหมือนฉันกำลังแสร้งทำเป็น "ฝาหรั่ง" ที่เอะอะอะไรก็ตื่นเต้นแล้วถ่ายรูปๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

 

เมื่อพบคณะฯ แล้วก็แวะไปดูสถานที่จัดงานอีกครั้ง ระหว่างที่พี่ออมวุ่นวายกับซีทติ้งและนัดหมายเรื่องต่างๆ ตัวฉันซึ่งจัดการเรื่องเปิดแผ่นเรียบร้อยแล้วก็ไปมุงดูขบวนแห่ทางวัฒนธรรมซึ่งบังเอิญเริ่มเคลื่อนขบวนพอดี

ตามความเห็นของฉันนั้น ช่วงแรกก็ดูตื่นตาตื่นใจดีอยู่หรอกเพราะขบวนแต่งกายแบบที่ไม่เคยเห็นและมีรายละเอียดแตกต่างจากภาคอื่นๆ แต่พอผ่านไปสักครึ่งชั่วโมงก็เริ่มน่าเบื่อแล้วเพราะค่อยมีอะไรใหม่ๆ เฮ้อ เบื่อง่ายจริงฉันเนี่ย

 

งานวันนี้ผ่านไปได้อย่างราบรื่นและสมบูรณ์มาก น่าเสียดายที่กล้องของฉันถ่ายภาพตอนมืดไม่ไหว ถือว่าเป็นการจัดพิธีเปิดที่น่าประทับใจดีเดียว

...เสียอย่างเดียวคือเรื่องซีทติ้งที่ปรากฎในภายหลังว่ามีผู้ใหญ่หลายท่านไม่มีที่นั่งในจุดที่ควรจะนั่งซะงั้นแหละ...

fri. 05/06

ตื่นเช้ามาวันนี้ฉันยึดชุดอาหารแบบเดิมเพื่อความปลอดภัยของกระเพาะ ส่ีวนพี่ออมสั่งข้าวผัดไพลิน (ชื่อห้องอาหารโรงแรม) ที่ฉันทานเป็นอาหารเย็นเืมื่อวาน ดูเหมือนทริปนี้จะเป็นทริปข้าวผัดของฉันแฮะ

 

หลังเคลียร์เอกสารและบิลโรงแรมเรียบร้อย คณะของเราอันได้แก่ ผอ.(ซึ่งมาถึงค่ำเมื่อวาน) พี่เอี็อง พี่ออม และฉันก็ออกเดินทาง แต่ก่อนจะลาปัตตานีพวกเราแวะมัสยิมกลางถ่ายรูปกันนิดหน่อย จากนั้นก็แวะซื้อของฝากก่อนเดินทางยาวไปหาดใหญ่

ถึงหาดใหญ่ใกล้เที่ยงเลยแวะทานอาหารกันที่ร้าน "กันเอง" ตามคำแนะนำของคนขับเช่นเคย จากนั้นก็แวะกันที่ตลาดกิมหยง ซื้อของกันนิดหน่อย

ตลาดเงียบเหงามาก แทบไม่เห็นคนเดินเลย แต่กระนั้นแม่ค้าก็ยังไม่ยอมลดราคาให้แม้กระทั่งห้าบาททั้งที่ซื้อหลายร้อยนะเออ

 

กลับถึงกรุงเทพฯ ห้าโมงนิดๆ กว่าจะหลุดออกมาจากเบลท์ก็ห้าครึ่งเลยต้องรีบบึ่งไปเรียน...ซึ่งก็ทันครึ่งหลังของคลาส แต่เรียนไม่ค่อยรู้เรื่องเลย เฮ้อ

เรียนจบไปเจอแม่กับเขตแล้วไปทานอาหารค่ำกันที่ Coffee House (ร้านบ้านกาแฟ ถนนสวนผักเดิม) อาหารรสชาติไม่แย่แต่ก็ไม่เด่น แต่หากเทียบกับราคาแล้วก็พอไหวเมื่อนึกถึงร้านหรูๆในเมืองที่ต้องฝ่ารสติดไปทาน


 

กลับบ้านมานั่งดูของที่ซื้อมา ทั้งที่มีนิดเดียวแต่กลับเสียเงินไปเยอะจัง ยิ่งพอคำนวณค่าใช้จ่ายทริปนี้แล้วฉันติดลบอีกต่างหาก เฮ้อ รู้สึกจนๆ

 

 

 

sat. 06/06

ตื่นเช้ามาจามและน้ำมูกไหลไม่หยุด เลยตัดสินใจโดนเรียน เฮ้อ กลับมาอืดตืดอีกแล้วฉัน

sun. 07/06

นปร.1 นัดเจอกัเพื่อไปคาราโอเกะด้วยเป้าหมายในการซ้อมเต้นเพลง nobody!!! (ทำไปเพื่อ?) ฉันเลยออกไปเจอเพื่อนๆที่ไม่ได้เห็นหน้ากันมานานหลังแยกย้ายไปกระทรวงต่างๆ

 
 

เนื่องจากเพื่อนๆต้องรีบไปเกะที่จองไว้ เลยเลือกทานกันที่ีมอสเบอร์เกอร์ ฉันสั่งชุดเบอร์เกอร์ข้าวหมูเทริยากิ อร่อยดีแต่เหมือนทานข้าวหน้าหมูผัดซอสญี่ปุ่นมากกว่าเบอร์เกอร์

คุยไปทานไปจนอิ่มก็ร่ำลาเพื่อนๆแล้วแวะร้านตั้งหลักก่อนกลับบ้าน ถึงกาแฟร้านนี้จะหวานแสบคอ(อย่างที่บางคนว่า) และบางวันก็มีกลิ่นไหม้ ไม่ได้มาตรฐานกาแฟชั้นดีที่หลายคนชื่นชอบ แต่สำหรับฉันแล้ว ร้า่นนี้เป็นความทรงจำที่ดีในสยามฯ ตลอดหลายปีที่ฉันวนเวียนอยู่แถวนี้นะ

 

 

สัปดาห์นี้เพื่อนที่เรียนคลาสเดียวกันดร็อปไปแล้ว รู้สึกเศร้าใจและโหวงเหวงเหมือนโดนโดดเดี่ยวเพราะคิด(ไปเอง)ว่าสนิทกับเค้าที่สุด ยิ่งเมื่อวันเสาร์ก็ขาดเรียนไปแล้ว แถมเสาร์ที่ 13 ก็ต้องขาดอีกเพราะไปฟิลิปปินส์ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองจะเรียนทันคนอื่นและสนิทสนมกับคนอื่นๆได้แน่หรือ เฮ้อ ยิ่งคิดก็ยิ่งทำร้ายจิตใจตัวเองเปล่าๆเนอะ อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิดแหละนะ...